ตลาดจัมโบ้ ตั้งอยู่ริมถนนเลียบคลองสาม ตรงข้ามหมู่บ้านพฤกษาD คลองสาม บนเนื้อที่หลายสิบไร่( ไม่รู้เท่าไหร่กันแน่) เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1มิถุนายน  2561 จุดเด่นของตลาด คือสินค้าที่มีการผสมผสานทางวัฒนธรรม ระหว่างชนชั้นล่างขี้นมาถึงชนนั้นกลาง ย่างนุ่มนวลลงตัว ดูจากสินค้าที่นำมาขาย มีอาหารนานาชนิด ทั้งแบบชาวบ้านราคาถูกอย่างลูกชิ้นปิ้ง ไม้ละ5บาทน้ำอัดลมที่เทขายจากขวดใหญ่แก้วละ5บาท ไอติมแท่งละ5บาท   ไปจนถึงอาหารแพงๆอย่างสเต๊ก ปูอบวุ้นเส้น ปูเผา กุ้งเผา จนถึงหอยเผา มีอาหารแปลๆอย่างนกพิราบหัน อาหารทันสมัยอย่างหมาล่า หรือเนื้อโคขุนโพนยางคำย่าง  เครื่องดื่มสุขภาพอย่างน้ำปั่นออร์แกนนิค ถัว5สี จนถึงน้ำโซดาผสมเฮลบลูบอยนอกจากความหลากหลายของอาหารแล้ว ยังมีพื้นที่กว้างขวาง เดินสะดวก มีการนำไม้ลังมาดัดแปลงทำเป็นเก้าอี้สาธารณะแบบเก๋ให้คนมาเที่ยวได้นั่งพัก แถมยังมีนักดนตรีรุ่นคุณลุง มาเปิดฟรีคอนเสิร์ต ร้องเพลงเพราะๆแนววินเทจให้ได้ฟังเพื่อระลกถึงความหลังอีกต่างหาก จุดเด่นเหล่านี้ไม่มีในตลาดทั่วไป ถือเป็นแนวคิดที่ทันสมัยและใจกว้างของคนจัดอย่างยิ่ง และไม่เพยงแต่จะเอาใจวัยรุ่น วัยคุณลุงคุณป้าเท่านั้น ยังเอาใจเด็กๆด้วยสวนสนุก บ้านลมให้กระโดดโลดเต้นกันเพลิดเพลิน  นอกจากอาหารนานาชนิดแล้วยังมีสินค้ามือสองราคาถุก แนววินเทจโรงเกลือ บวกตลาดคลองถมให้ได้เลือกดูกันอีกต่างหาก ขอทำนายไว้ตรงนี้ว่าต่อไปตลาดจัมโบ้จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งของชาวคลองหลวง ปทุมธานี รายการทีวีมาถ่ายแน่นอน  ขนาดเพิ่งเปิดตัวได้ไม่กี่วันรถติดเป็นแพเลย ตลาดจัมโบ้เปิดทุกวันเวลา 4 โมงเย็นจนถึง4ทุ่ม อย่าลืมแวะไปเที่ยวกันนะจ๊ะ

ชาวบ้านมาพักผ่อนกับฟรีคอนเสิร์ต

นักดนตรีรุ่นคุณลุง ร้องเพลงแนวcountry



เคยกินมั้ย ลอดช่องทุเรียน

มุมสบายให้พักผ่อน




ชุดโต๊ะเก้าอี้แบบเก๋

นางเลิ้ง แหล่งบันเทิงในอดีต

      ตลาดนางเลิ้งในอดีตนั้นมิได้เป็นแค่แหล่งอาหารอร่อยแต่เต็มไปด้วยมีร่องรอยอารยธรรมชุมชนที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านที่เป็นคนจีนแต้จิ๋วอพยพมาตั้งรกรากทำมาค้าขาย  ชาวมอญที่ล่องเรือมาขายอีเลิ้ง(ตุ่ม) จนมีชื่อเสียงถึงขนาดเอามาตั้งเป็นชื่อชุมชน  เรียกชุมชนอีเลิ้ง ต่อมาสมัยจอมพล ป. เป็นยุควัฒนะรรมรุ่งเรืองคงเห็นว่า อีนั้นไม่สุภาพจึงเปลี่ยนจากอีเลิ้ง เป็นนางเลิ้ง เพื่อความดูดีมีระดับ  นอกจากอาหารและ ตุ่ม แล้ว ในอดีตตลาดนางเลิ้งยังเป็นที่ตั้งของสถานบันเทิง อบายมุขแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นบ่อนไพ่  ทั้งบ่อนไทย  (ไพ่  ไฮโล) บ่อนจีน(เล่นไพ่จีนนกกระจอก  ไพ่ จับยี่กี่) สนามมวย  สนามม้า  โต๊ะสนุกเกอร์ ซึ่งสมัยนั้นเรียกว่าโต๊ะบิลเลียด ทุกบ่อนการพนันตีตั๋วถูกกฏหมาย ชาวบ้านสามารถเข้ามาเล่นการพนันได้อย่าเปิดเผย  ที่เป็นผู้ดีมีสตางค์หน่อยก้อไปเล่นม้า  เล่นมวย  แต่งตัวโก้ เพราะสมัยนั้นการแข่งม้าถือเป็นกีฬาของผู้ดีมีเงิน  คนที่เข้าไปในสนามม้าได้ต้องนุ่งกางเกงฝรั่งขายาว ใส่รองเท้าหนัง สุภาพสตรีก้อต้องสวมระโปรงหรือกางเกงขายาว รองเท้าสุภาพ  และจะต้องมีอายุ  20 ปีขึ้นไปจึงจะเข้าสนามม้าได้ สนามม้าจะเปิดแข่งเฉพาะวันอาทิตย์ โดยจะจัดแข่งที่สนามฝรั่ง (สนามราชกรีฑาสโมสรตรงถนนอังรีดูนังค์ หลังมหาวิทยาลัยจุฬาสลับกับสนามไทย (สนามม้านางเลิ้ง)คนละอาทิตย์ หากอาทิตย์ไหนตรงกับวันสำคัญท่างศาสนาหรือวันพระก้อจะเลื่อนการแข่งขันมาเป็นวันเสาร์แทน  วิธีีการแทงม้าของนักพนันที่เข้าไปแทงในสนามม้านั้น  เริ่มจากนักพนันจะต้องไปซื้อหนังสือโปรแกรมม้าที่จะวางขายตามหน้าสนามม้า ในหนังสือจะบอกจำนวนเที่ยวที่แช่งขัน   รายชื่อม้าที่เข้าแช่งขัน ตลอดจนการวิจารณ์ว่าม้าตัวไหนฝีเท้าดี มีประวัติการแข่งมายังไงเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการเล่นของนักพนัน วิธีการเล่นคือนักพนันไปซื้อตั๋วม้าจากช่องจำหน่ายตั๋วของสนาม  โดยเลือกแทงมม้าที่คิดว่าจะชนะ  หากแทงว่าม้าตัวนั้นจะเข้าที่1 เท่านั้นเรียกว่าตั๋ววิน  สนามจะจ่ายในราคาสูง  หากแทงว่าม้าตัวนั้นจะเข้าตั้งแต่ที่1-3 เรียกว่าตั๋วเพลส  สนามจะจ่ายเงินจำนวนต่ำลงมาแต่ผู้แทงตั๋วเพลสจะมีโอกาสถูกมากขี้น   ม้าแข่งรอบแรกจะเริ่มประมาณเที่ยงและแข่งติดต่อกันเรื่อยไปไปจนถึงห้าหกโมงเย็น แล้วแต่จำนวนเที่ยว คนที่ซื้อตั๋วเข้าไปดูม้าแข่งร้อยทั้งร้อยไม่ได้เข้าไปดูแข่งม้าอย่างเดียว หากแต่เข้าไปเล่นพนันแทงม้าส่วนคนที่ไม่ได้เข้าไปในสนามม้าแต่อยากเล่นพนันแทงม้าก้อสามารถทำได้หลายวิธีเช่นฝากคนท่เข้าไปในสนามเล่น หรือเล่นกับโต๊ะเถื่อน  โต๊ะเถื่อนที่ว่านี้คือนักพนันเงินหนาที่ตั้งตัวเป็นเจ้ามือรับแทงม้าแข่งกับทางสนามม้า  ใช้กฎ กติกาในการแทงเหมือนในสนามม้าทุกอย่างแต่ไม่ได้ออกตั๋วม้าให้  โต๊ะเถื่อนนี้จ่ายค่าตอบแทนสูงกว่าในสนามหลายเท่าแต่ก้อมีความเสี่ยงที่โต๊ะเถื่อนจะหนีไม่จ่ายหากมีคนแทงถูกกันมากและโต๊ะเถื่อนเกิดหมดตูดขึ้นมา   ถึงกระนั้นนักพนันก้อยังนิยมไปแทงม้ากับโต๊ะเถื่อนันมากเพราะเงินรางวัลล่อใจมากกว่า  ส่วนสนามมวยในตำนานที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กันคือสนามมวยราชดำเนิน  สนามมวยจะจัดการแข่งขันชกกันตอนเย็นๆทุกวันจันทร์  พุธ  พฤหัส และอาทิตย์ ไม่มีให้แทงตั๋วพนันมวยเหมือนสนามม้ามีแต่ซื้อตั๋วเข้าไปดูการแข่งขันชกมวย  บรรดานักพนันจะไปตกลงราคาต่อรองการพนันกันเองในสนาม  ส่วนนักเลงพนันที่ไม่อยากเสียเงินเข้าไปในสนามมวยแต่อยากเล่นพนันมวยก้อสามารถทำได้   การเล่นพนันมวยนั้นเรียกกันว่าโยนมวย สถานที่โยนก้อจะไปโยนข้างๆสนามมวย  หรือไม่ก้อไปโยนที่ร้านกาแฟข้างๆโต๊ะบิลเลียด(โต๊ะสนุกเกอร์) แบบว่าพนันบิลเลียดเสร็จก้อสามารถเดินออกมาพนันมวยต่อได้เลยไม่ต้องไปไหนไกล  หลักการเล่นพนันมวยหรือโยนมวยนั้น  เริ่มที่นักพนันจะตะโกนบอกจำนวนเงินเดิมพันหากมีคนพอใจก้่อจะตะโกนตอบรับเรียกว่า ติดกัน จากนั้นทั้งคู่ก้อจะโยนเหรียญบาทเสี่ยงทายหัวก้อย  หากใครทายถูกก้อจะสามารถเลือกฝ่ายได้ว่าต้องการถือหางฝ่ายแดงหรือฝ่ายน้ำเงิน เมื่อตกลงได้ข้างกันเรียบร้อยนักพนันจะนำเงินเดิมพันที่ตกลงกันไว้ไปให้คนกลางเป็นผู้่เก็บเพื่อความมั่นใจว่าผู้ชนะจะได้รับเงินเดิมพันแน่ๆ หลังจากที่มวยชกเสร็จผู้ชนะไปรับเงินรางวัลจากคนกลางอาจจะมีทิปเงินให้คนกลางเล็กน้อยพอเป็นสินน้ำใจ  ปัจจุบันนี้นักพนันชาวนางเลิ้งยังนิยมพนันมวยและยังไปโยนมวยอยู่ที่ร้านกาแฟที่ดิมแม้โรงบิลลเลียดจะเลิกกิจการไปแล้วก้อตาม  บริเวณข้างๆสนามมวยเต็มไปด้วยร้านขายไก่ย่างแม้จะขายไก่ย่างเหมือนๆกันทุกร้านแต่ก้อขายดีไม่แพ้กัน ไม่ว่านักพนันจะเล่นแพ้หรือชนะทุกคนต้องกินเท่าที่ฉันจำได้แม่นสมัยนั้นคือร้านจันทร์แจ่มศรี  (เลิกกิจการไปแล้ว) ร้านลิขิตไก่ย่าง ร้าน ส.โภชนาไก่ย่าง (ยังขายถึงปัจจุบัน) นอกจากร้านไก่ย่างแล้วยังมีภัตตาคารหรูๆอีกหลายแห่งในย่านนางเลิ้ง หากวันไหนนักพนันโชคดีแทงพนันได้จะไปเลี้ยงฉลองตามร้านอาหารหรูๆ ปิดท้ายด้วยโรงแรมม่านรูด สมัยนั้นมีดรงแรมเพนียงทอง กรุงทอง สบายตัวกันไป  แม้สนามม้ากับสนามมวยจะไม่ได้เปิดบริการทุกวันแต่นักพนันมืออาชีพสามารถเล่นการพนันได้ทุกวันจากการพนันรูปแบบอื่นๆ  จากบ่อนไพ่และโรงบิลเลียดซึ่งเปิดทุกวันตามที่กล่าวไปแล้ว  นอกจากม้า มวย ไพ่ ไฮโล แล้วการพนันอีกชนิดหนึ่งที่จะขาดเสียมิได้และยังคงได้รับความนิยมอยู่ทุกชุมชนจนถึงปัจจุบันทั้งที่นางเลิ้งหรือที่ชุมชนอื่น  ก้อคือ หวย นั่นเอง  แม้รัฐบาลจะทำสลากกินแบ่งออกมาขายให้ประชาชนเสียงโชคโดยถูกกฎหมายแล้วแต่นัยว่ายังไม่หนำใจนักพนัน  หวยหรือหวยเถือนจึงเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย  หวยเถื่อนที่ว่านี้จะออกทุกวันที่ 1กับ 16ของเดือน ล้อไปกับสลากกินแบ่งรัฐบาล หากแต่นักพนันสามารถเลือกเลขเด็ดแทงได้ตามใจชอบ  จะซื้อ สองตัว  สามตัว  ข้างบน ข้างล่าง กลับหน้ากลับหลัง กลับตาลปัตร  ซื้อราคาเท่าไหร่ก้อได้ หากแทงถูกสามตัวบนเจ้ามือผู้รับหวยจะจ่ายอยู่ที่ประมาณบาทละ 500เท่า ของจำนวนเงินที่แทง  หากถูกสองตัวจะจ่ายอยู่ที่ประมาณ  60-65เท่า  หวยเถื่อนนั้นแสนจะมีเสน่ห์ชาวบ้านแทบจะทุกครัวเรีอนในชุมชนนางเลิ้ง นิยมเล่นหวยเถื่อน ทั้งเลิ่นสนุกๆครั้งละร้อยสองร่้อยจนถีงเล่นกันจริงจังงวดละเป็นหมื่นบาท เลยก้อมี เจ้ามือผู้รับแทงหวยเถื่อนต้องเป็นผู้มีอิทธิพลเงินทุนหนา ฐานะดี เป็นผู้ได้รับการยอมรับนับถือในชุมชน  นอกจากการพนันดังกล่าวแล้ว ตามร้านขายของชำในชุมชนก้อจะนิยมเอาสลากมาขายให้เด็กๆจับ สลากที่วานี้มีหลายรูปแบบทั้งแบบที่ซื้อแล้วแกะหารางวัล สมัยนั้นขายในราวใบละ 25สตางค์ หากแกะกระดาษออกมาได้รางวัลก้อจะได้เงินอยู่ที่1บาท ถึง สามบาท  และก้อมีทั้งแบบที่ได้รางวัลเป็นสิ่งของเช่นเหล่้า บุหรีี่ เเตรื่องดื่มชูกำลัง   นอกจากนี้ยังมีสลากแบบแทง 12 นักษัตร (ชวดถึงกุน) สลากแบบนี้ได้รับความนิยมมากสามารถเล่นกันได้หลายคนและจะเล่นด้วยเงินเท่าไหร่ก้อได้ โดยเจ้าของร้านสลากเป็นเจ้ามือ ใช้สลากครั้งละ 1 ใบ  วิธีการเล่น เช่นผู้แทงคนแรกแทงชวด จำนวน 10 บาท โดยนำเงินจำนวน10 บาทมาวางในช่องชวด(หนู) คนที่สอง ย้ายไปฉลูโโยย้ายจำนวนเงิน10บาทจากช่องชวดไปช่องฉลู(วัว)  คนที่สามย้ายไปขาล เมื่อเปิดสลากออกมาเป็นชวด ตัวเดียวคนขายจะกินเงินนั้นไปแต่ผู้ที่ย้ายช่องจากขวดไปฉลูจะต้องเป็นผู้จ่ายเงินให้กับคนที่วางเงินแทงชวด แบบนี้เป็นต้น  การเล่นพนีันสลากนี้ส่วมากจะได้รับความนิยมในหมู่เด็กๆตั้งแต่ประถมไปจนถึงมัธยม ถ้าจะกล่าวว่าชาวชุมชนนางเลิ้งมีสายเลือดนักพนันอยู่ในตัวก้อคงไม่ผิดนัก


นอกจากแหล่งการพนันที่เปิดกันอย่างโจ๋งครึ่มแล้ว โรงยาฝิ่นและสำนักซ่องโดมเขียวก้อเป็นอีกหนึงในสถานบันเทิงของตลาดนางเลิ้งที่เรียกสิงห์ขี้ยา กับนักเที่ยวราตรี เสือผู้หญิง ให้เดินทางมาหาความสำราญกัน  ในช่วงสมัยรัชกาลที่4 จนถึงสมัยจอมพลสฤษฏ์นั้น  ฝิ่นเป็นของถูกกฏหมาย  ประขาชนสามารถมาสูบฝิ่นได้โรงยาฝิ่น ที่มาของการสูบฝิ่นโดยถูกกฎหมายในช่วงเวลานี้มาจาก  อักฤษเอาฝิ่นจากอินเดียมาบังคับขายในจีน ทำให้ชาวจีนติดฝิ่นกันงอมแงม เมื่อขาวจีนอพยพมาอยู่เมืองไทยก้อยังนิยมสูบฝิ่นกันอยู่ ปราบเท่าไหร่ก้อไม่หมด จนถึงสมัยรัชกาลที่4 ไทยจำเป็นต้องยอมเซ็นต์สนธิสัญญาเบาริ่งกับอังกฤษ ซึ่งในสนธิสัญญานั้นระบุว่ารัฐบาลไทยต้องรับซื้อฝิ่นจากอังกฤษแต่เพีัยงผู้่็เดียว โดยรัฐบาลเป็นผู้ตั้งโรงฝิ่นขี้นและเปิดให้เอกชนเข้ามาดำเนินการเก็บภาษีฝิ่นจากคนที่เข้ามาสูบฝิ่นซึ่งส่วนมากเป็นชาวจีนที่อพยพเข้ามาอยู่ในเมืองไทยนั่นเอง ส่วนซ่องโคมเขียวที่ตรอกสะพานยาวอันลือชื่อนั้น เนื่องจากสมัยก่อนการค้าประเวณีไม่ใช่เรื่องที่ผิดกฏหมาย  แต่มีพระราชบัญญัติไว้ว่าให้บ้านที่เปิดเป็นสำนักโสเภณีแขวนโคมไว้เป็นสัญญลักษณ์  สมัยนั้นนิยมเป็นโคมสีเขียวและโคมแดง  ในเวลาใกล้ค่ำบรรดาสาวให้บริการจะจุดจุดธูปหนึ่งกำมือไว้ใต้โคมสีเขียวเพื่อเป็นเครื่องลางเรียกแขกให้มาใช้บริการเยอะๆ
โรงหนังนางเลิ้้ง  
      โรงหนังนางเลิ้งหรือที่เรียกกันอย่างเป็นทางการว่า โรงภาพยนตร์เฉลิมธานีนั้น  ในความทรงจำของฉันช่วงประมาณปี  พ.ศ. 2518 เป็นโรหนัง2 ขั้น ครึ่งตึกครึ่งไม้ ภายในโรงเป็นเก้าอี้ที่นั่งและมีหมายเลขประจำที่แบบในโรงหนังทั่วไป  เป็นพัดลมขนาดใหญ่   เป็นโรงหนังชั้นสองที่ฉายหนังหลุดโปรแกรมจากโีรงภาพยนตร์ใหญ่ๆอย่างเฉลิมกรุง  เฉลิมไทย  โดยจะฉายภาพยนตร์หลุดโปรแกรมสองเรื่องควบ  ฉายกันวันละสองรอบ คือรอบเที่ยงและรอบเย็น   รอบเที่ยงไปจบที่ประมาณสี่โมงเย็นแล้วพักมาเริ่มรอบเย็นอีกครั้งประมาณหนึ่งทุ่ม ไปถึงราวเที่ยงคืน  ไม่มีการวนหนังเหมือนโรงหนังชั้นสองทั่วไป  อัตราค่าตั่วแบ่งเป็นสองขั้นคือชั้นบน กับชั้นล่าง ฉันจำราคาไม่ได้แล้วว่าเท่าไหร่รู้แต่ว่าขั้นบนจะแพงกว่าชั้นล่างประมาณสามบาทได้  ภาพยนตรที่จับมาควบกันนั้นจะฉายอยู่ประมาณ  1 สัปดาห์  แล้วก้อเปลี่ยนเรื่องใหม่ แต่ภาพยนตร์เรื่องไหนที่ได้รับความนิยมอาจจะวนกลับมาฉายอีกแต่เปลี่ยนเรื่องที่ฉายควบไป บริเวณหน้าโรงภาพยนตร์จะมีภาพโฆษณาภาพยนต์ที่กำลังฉายอยู่  และภาพโฆษณาภาพยนตร์ที่กำลังจะเข้ามาฉายในสัปดาห์ถัดไป พอล่อใจให้ลูกค้าเตรียมตัวและเตรียมสตางค์มาดู  นอกจา่กการโฆษณาโปรแกรมที่หน้าโรงภาพยนต์แล้ว  ยังมีการทำโปสเตอร์แบบใช้ฝีมือคนวาด  (สวยและเหมือนจริง) ไปติดในตลาดนางเลิ้งด้วย วิธีการติดโปสเตอร์ของเขาไม่เหมือนใคร อย่างน้อยฉันก้อไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน  กล่าวคือ  เข้าจะเอาภาพโปสเตอร์หนังทีเข้าฉายในปัจจุบัน ไปแปะบนแผ่นแม้ขนาดใหญ่ โดยแปะทั้งสองด้านให้เห็นทั้งด้านหน้าด้านหลังเสร็จแล้วก้อใข้รอกชักแผ่นไม้ขี้นไปสูงๆสูงจากพื้นดินประมาณสองเมตรได้ เพื่อให้คนเดินผ่านไปผ่านมาในตลาดเห็นในระดับสายตา  และบริเวณที่ติดโปสเตอร์หนังนั้นก้ออยู่แถวๆร้านสาคูไส้หมูของป้าอิ้งนั่นแหละ   ฉันชอบดูหนังที่โรงหนังนางเลิ้งมากเพราะราคาถูกและคุ้มได้ดูทีละสองเรื่องควบ  ทุกวันเสาร์ฉันต้องไปดูหนังรอบบ่ายเสมอ ช่วงนั้นหนังไทยเป็นยุคทองของหนังบู๊ ยิงกันสบั้นหั่นแหลก พระเอกคนเดียวสู้กับผู้ร้ายยี่สิบคน สุดท้ายผู้ร้ายตายเรียบแล้วพระเอกก้อได้นางเอกไปครอง  แม้เนื้อเรื่องจะวนเวียนซ้ำซากเหมือนกันหมดแต่ทุกเรื่องก้อได้รับความนิยม ขายดิบขายยดี  เพราะมีพระเอกนางเอกชูโรงอย่างสมบัติ  อรัญญา  สรพงค์ เนาวรัตน์  จารุณี  ถัดมาหน่อยเป็นยุคทองหนังชีวิต ดรามา มีคู่พระคู่นางอย่าง สันตติสุข จินตรา  แค่นี้ก้อกินขาดกวาดรายได้ถล่มทลาย  อย่างฉันเองพอดูหนังเสร็จกลับมาตอนบ่ายก้อจะไปเล่นยิงปืนกับเพื่อนๆเลียนแบบในหนังทุกครั้งไป
ช่องขายตั๋วมีสองช่องสำหรับซื้อตั๋วชั้นบนกับชั้นล่างแต่คนขายมีคนเดียว

ด้านหน้าเป็นไม้ ด้านในเป็นอิฐ

ใบปิดหนังวาดด้วยฝีมือล้วนๆ


ศาลเจ้าเสด็จเตี่ย  
งานประเพณีประจำปีของชุมชนชาวนางเลิ้งก้อคืองานฉลองศาลเจ้าพ่อเสด็จเตี่ย จัดขึ้นทุกปีในช่วงกลางเดือนธันวาคมซึ่งเป็นช่วงวันเกิดของเสด็จเตี่ยหรือเสด็จพ่อกรมหลวงชุมพรฯ  งานนี้ถือเป็นการผสมผสานทางวัฒนธรรมระหว่างชาวจีนกับชาวไทยเชื้อสายจีนอย่างแท้จริง งานฉลองนี้จัดขึ้น 5วัน 5คืน จัดกันกลางตลาดโดยปลูกโรงไม้เป็นเวทีชั่วคราวสำหรับจัดการแสดงโดยตั้งเวทีตรงข้ามกับหน้าศาลเจ้าและหันหน้าหน้าเข้าหาศาลเจ้าเพื่อให้เสด็จเตี่ยได้รับชมการแสดงถนัดๆ    งานวันแรกจะเริ่มโดยการทำบุญเลี้ยงพระ 9รูป  จากนั้นก้อเริ่มมโหรสพด้วยละครชาตรี  ละครชาตรี “คณะกัญญา ลูกแม่แพน” จบที่บ่ายแก่ๆ   เช้าวันรุ่งขี้นจะเป็นการไหว้เจ้า(เสด็จเตี่ย) ชาวจีนนางเลิ้งทุกครัวเรีอนจะนำอาหารจีนเช่นผัดหมี่ซั่ว  กุ๋ยช่ายจีน(เป็นลูกใหญ่่สีแดง) เป็ด ไก่ หมู ใข่ต้ม (ต้องย้อมสีแดง)   ขนมจันอับ(ถั่วตัด งาตัด ลูกกวาด ฟักเชื่อม )   ขนมสาลี่สีชมพูลูกใหญ่ ผลไม้ของจีนพวกแอปเปิ้ล  สาลี่ ส้ม ลูกพลับฯลฯ  มาไหว้เสด็จเตี่ยที่บริเวณศาลเจ้าจัดงาน  เมื่อเสร็จแล้วก้อจะนำกลับไปรับประทาน เพื่อความเป็นสิริมงคล   ระยะเวลาการไหว้นี้จะมีด้วยกันสามวัน สามารถมาไหว้วันไหนก้อได้ตามสะดวก พอไหว้เสร็จทางสมาคมผู้จัดงานก้อจะนำของไหว้ออกมาประมูล พอประมูลเสร็จตอนบ่ายก้อมีการแสดงงิ้ว งิ้วที่ว่านี้เป็นงิ้วพูดภาษาจีนกลาง แสดงวันละสองรอบคือรอบเช้ากับรอบเย็น แสดงเป็นเวลาสามวันเช่นกัน   พอแสดงงิ้วจบ คืนที่สี่จะเป็นการแสดงลิเกเอาใจคนไทย โดยลิเกที่มาเปิดการแสดงจะเป็นลิเกที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้นเปลี่ยนเจ้ากันมาตามควมนิยม เท่าที่ฉันจำได้ก้อมีคณะนฤพล ศิษย์หอมหวล สมัยนั้นดังมาก มาทีไรบรรดาสาวแก่แม่ม่ายพากันมานั่งดูกันหน้าสลอน พร้อมกับเตรียมพวงมาลัยติดแบงค์ร้อย แบงค์สิบ แบ็งค์ยี่สิบมาคล้องให้พระเอก นางเอกลิเก  น่าสงสารพระเอกนางเอกงิ้ว อุตส่าห์มาแสดงตั้งสามวันไม่ยักกับได้พวงมาลัยห้อยแบ็งค์กับเขาบ้าง    ร้านผลไม้ของแม่ฉันตั้งอยู่บริเวณตรงข้ามศาลเจ้าพอดี  จึงเป็นสถานที่ใช้สร้างเวทีโรงงิ้ว  ทุกปีหลังจากเสร็จการแสดงละครชาตรีจะมีช่างมาต่อโรงงิ้วชั่วคราวตรงแผงขายผลไม้ของแม่โดยทำเป็นยกพื้นไม้สูงเหนือแผงขายผลไม้ ขี้นไป แม่จะไม่สามารถปิดแผงขายผลไม้ได้เลยต้องนอนเฝ้าร้านตลอดห้าคืนที่มีการจัดงาน ถึงจะสงสารแม่ที่ต้องอดหลับอดนอนมานอนเฝ้าแผงผลไม้ แต่ร้านเราจะขายของดีนอกจากผลไม้ในร้านแล้ว   แม่จะไปรับขนมจันอับจากโรงงานใส่ถุงขายด้วย เวลามีงิ้วตลาดจะคึกคักมาก ทั้งชาวนางเลิ้งและชุมชนใกล้เคียงจะมาเที่ยวงาน มาไหว้เจ้าบ้าง มาดูงิ้วดูลิเกบ้าง ร้านขนมหาบเร่จะเข้ามาขายบริเวณโรงงิ้วกันอย่างเสรี ที่ฉันชอบมกคือร้านน้ำตาลปั้น ขนมน้ำตาลปั้น..ทำมาจากน้ำตาลทรายเคี่ยวผสมแบะแซ..ใส่สีผสมอาหาร สมัยนั้นนิยมสีเขียว สีแดงเป็นหลัก คนขายจะเอาน้ำตาลเหนียวๆจากกะทะมาปั้นขึ้นรูปด้วยมือเป็นตัวสัตว์..ผลไม้…ตัวการ์ตูนต่างๆมากมาย…บ้างก็ใช้กดจากแม่พิมพ์รูปต่างๆมีทั้งแบบเป่าลมและไม่เป่าลม  สมัยนั้นนิยมเป็นรูปลิง รูปหอยและก้อลูกโป่ง





 นอกจากน้ำตาลปั้นแล้ว ยังมีร้านหาบเร่ฉายหนังแผ่นโบราณ อันนี้ฉันชอบมาก เค้าจะมีแผงแบบstand alone ติดตั้งเครื่องฉายสไลด์อันเล็กๆ ประมาณสี่ห้าอัน  รอบๆแผงจะมีภาพโฆษณาบอกว่ามีหนังเรื่องอะไรบ้าง  เมื่อลูกค้ามาเลือกหนังที่อยากดู คนขายจะเอาแผ่นสไลด์หนังกลมๆใส่ลงไปในเครื่องแล้วให้ลูกค้ากดดู จำได้ว่าตอนนั้นดูเรื่องละ 1 สลึง ฉันชอบดูหนังสไลด์แบบนี้มาก  ตอนเด็กๆพ่อเคยซื้อเครื่องแบบนี้ให้ฉันเครื่งหนีง มีหนังแถมมากับเครื่องสี่ห้าเรื่องแต่ฉันก้อยังชอบดูหนังจากร้านฉายแบบนี้เพราะมีหนังให้เลือกมากกว่า



นอกจากนี้ยังมีขนมสายไหมโบราณ  ไม่ได้ขายกันเป็นถุงรวมทั้งแป้งทั้งไส้35บาทเหมือนสมัยนี้ แต่ขายเป็นอันโดยแม่ค้าเอาแป้งมาห่อไส้เป็นอันๆ  เวลาซื้อลูกค้าจะเอาเหรียญบาทหยอดลงไปในเครื่องเข็มจะวิ่งไปสิ้นสุดที่ตัวเลขอะไรจะเป็นจำนวนของขนมสายไหมทีจะได้  3อัน4อันหรือ 1อันแล้วแต่ดวง




ตอนนที่2 ยังไม่ได้ตั้งชื่อ

จบเรื่องอุมขยุม ฉันก้อหมดเนื้อหมดตัวต้องขายรถมอเตอร์ไซค์คู่ชีพแล้วไปขอแชร์ห้องอยู่กับนางกบเพื่อนรักเพื่อนแค้น ระหว่างนั้นอุมขยุมก้อดิดต่อมาเป็นระยะชักชวนให้ฉันไปทำงานในโรงงานนิคมอุตสาหกรรมที่นางไปทำอยู่ พร้อมกับพี่เกมและจูน แต่อย่างที่บอก ฉันเข็ดนางเสียแล้วไม่อยากหมดเนื้อหมดตัวไปปากกว่านี้ จึงตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินด้วยการเปิดร้านขายเทปผีซีดีเถื่อนและรับจ้างแปลงไฟล์วีดีโอลงแผ่นซีดี เพื่อหาเงินต่อไป แต่ฉันยังไม่เข็ดเรื่องความรัก อยากจะมีแฟนอยู่นั่นแหละพอเริ่ใมเก็บเงินได้สักเล็กน้อย ฉันจึงเข้าไปเล่นเนทอีกครั้ง คราวนี้เข้าห่้องแชทสำหรับทอมดี้

ร้านอาหารตลาดนางเลิ้ง

บทความนี้เขียนขี้นเพื่อนแนะนำร้านอาหารในตำนานของตลาดนางเลิ้ง ร้านอาหารทั้งหมดที่เขียนถึงมีอายุเก่าแก่ขายกันมาหลายสิบปีแบบสืบทอดเจเนอเรชั่น รับประกันความอร่อยจากเด็กนางเลิ้งที่เ้กิดและเติบโตมาพร้อมกับร้านอาหารที่จะแนะนำต่อไปนี้
ร้านอร่อยในตำนาน
1 สำราญก๋วยเตี๋ยวเป็ด ถ้าใครที่ชื่นชอบรสชาติก๋วยเตี๋ยวเป็ดร้าน ส.รุ่งเรืองแล้วขอบอกว่าร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดนายสำราญ อร่อยไม่แพ้กันเรียกว่ารสชาติเดียวกันเลยก้อว่าได้  เนื่องจากนายสำราญเป็นลูกจ้างร้านส.รุ่งเรืองมานาน จนแต่งงานมีครอบครัวเลยแยกตัวออกมาขายเอง ร้านนายสำราญตั้งอยู่ในตัวตลาดขายเฉพาะตอนกลางวัน ราคาไม่แพงใครผ่านไปผ่านมาลองแวะไปทานดูนะ




2.บะหมี่เกี๊ยวร้านเฮียเลิศ หนึ่งในตำนานร้านอร่อยของนางเลิ้ง ร้านนี้เปิดขายริมถนนนครสวรรค์ ฝั่งเดียวกับตลาดแต่เลยซอยหน้าตลาดขึ้นมาอีกหนึ่งซอยเมื้อก่อนเป็นรถเข็นตั้งโต๊ะกินกันริมถนน เดี๋ยวนี้พัฒนาแล้วด้วยการขยายร้านเป็นตึกแถวข้างๆรถเข็นเป็นห้องกระจกติดแอร์เย็นฉ่ำสหรับลูกค้าขี้ร้อน  (อันตึกแถวนี้แต่เดิมเป็นร้านตัดเสื้อผ้าชื่อร้านภูมิพันธ์ ตอนนี้เข้าใจว่าเลิกกิจการไปแล้วร้านเฮียเลิศเข้ามาtake overไป)บะหมี่ร้านนนี้อร่อยมาก มีดีที่เส้นเหนียวนุ่ม หมูย่าง หมูกรอบ ทำเอง ย่างเอง บะหมี่ปูที่มีเนื้อีปูสดล้วนๆแกะมาเสร็จสรรพ ร้านนี้ขายมาตั้งแต่เฮียเลิศหนุ่มๆจนตอนนี้เป็นทายาทรุ่นที่สอง ลูกสาวสองคนของอาเฮียรับช่วงต่อ ถ้าจัดอันดับร้านบะหมี่ในนางเลิ้งแล้ว ร้านนี้ให้ที่1 เคยขึ้นโต๊ะเสวยของในหลวงรัชกาลที่9และสมเด็จพระราชินีด้วย และทรงซื้อมาพระราชทานแก่พสกนิกรที่มาเฝ้าเมื่อครั้งที่พระองค์ทรงพระประชวรอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชด้วย  ร้านนี้เปิดขายช่วงเย็นเวลาประมาณ5โมงเย็นถึงเที่ยงคืนถ้ามาช่วงกลางวันจะไม่เจอเนื่องจากเจ้าของยังไม่เข็นรถออกมาตั้งร้านจ้า



3.ร้านข้าวแกงกะหรี่  อีกหนึ่งตำนานความอร่อยของตลาดนางเลิ้งร้านนี้เปิดขายมากว่ากว่า70ปี ตั้งแต่เจ๊แกยังสาวๆ  แกงกะหรี่ของเขามีดีที่รสชาติเข้มข้นของข้าวราดแกงกะหรี่หมูและสตูลิ้นหมู (เมื่อก่อนมีกะหรี่เนื้อกับสตูเนื้อด้วย) โรยแตงกวามาแก้เลี่ยน แกล้มด้วยใข่ต้มยางมะตูม หรือใข่พะโล้หรือจะเป็นกุนเชียงก้อได้ เอาที่สบายใจ รับระกันความอร่อยไม่แพ้กัน จานละสามสิบบาทอร่อยว่าในห้างที่ราคาเป็นร้อยเป็นไหนๆ ผ่านมาผ่านไปนางเลิ้งลองแวะชิมดูนะ  ร้านนี้ตั้งอยู่บริเวณหลังตลาด เป็นตึกแถวโบราณริมถนนศุภมิตร ถนนเส้นเดียวกับสำนักงานเขตป้อมปราบ  ถ้ามาทางหน้าตลาดต้องเดินนิดนึงคือเดินทะลุตัวตลาดขี้นมาเลยถามชาวบ้านแถวนั่นก้อได้ว่าร้านแกงกะหรี่ไปทางไหนในตลาดนางเลิ้งมีอยู่เจ้าเดียว  ถ้าขับรถมาทางถนนกรุงเกษมสาใมารถหาที่จอดรถริมคลองแ้ล้วเดินตัดถนนเข้ามาได้แต่ส่วนมากไม่มีที่จอด แนะนำว่าอย่าเสี่ยงขับเข้ามาในถนนศุภมิตรเพราะจะไม่มที่จอดเนื่องจากเจ้าของบ้านตึกแถวจะเอารถตัวเองจอดเต็มหมด ถ้าริมคลองผดุงไม่มีที่จอดแนะนำให้ขับเลยไปจอดที่วัดโสมหาที่จอดได้ง่ายกว่าเดินไกลนิดนึงแต่ไม่น่าเบื่อเเพราะระหว่างทางต้องเดินผ่านตลาดที่เต็มไปด้วยของกินอร่อยในตำนาน อย่ากินเจ้าอื่นเพลินจนอิ่มซะก่อน  สำหรับคนที่จะมารถประจำทางให้นั่งรถเมล์สาย53วิ่งผ่านริมคลองลงแล้วเดินเข้ามาง่ายนิดเดียว ร้านนี้เปิดขายกลางวันจันทร์ถึงศุกร์เจ็ดโมงเช้าถึงบ่ายสองเท่านั้นนะ มาสายกว่านี้เแป็นอันอดเพราะหมดแล้ว




4.ร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ด   ส.รุ่งโรจน์ เป็นร้านโบราณขายมาหลายรุ่น รุ่นนี้นับเป็นรุ่นที่3 สมัยฉันเด็กๆร้านนี้ขายชามละสามบาท เมนูมีแค่ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็ก  เส้นใหญ่ เส้นหมี่และบะหมี่เท่านั้น  แม่เล่าว่าสมัยแม่สาวๆขายอยู่ชามละสลึงพาลูกสา่มคนมากินคนละชามรวมแม่อีกชามแค่1บาท อิ่มกันทั้งบ้าน  ร้านนี้มีดีที่น้ำซุปเข้่มข้นหวานน้ำต้มกระดูก ตัวเส้นก๋วยเตี๋ยวเหนียวนุ่มและเป็ดแกก้อตุ๋นมาจนนิ่ม ปัจจุบันมีการพัฒนารายการอาหารขึ้นมาอีกหลายเมนู พร้อมกับขึ้นราคาไปตามสภาพเศรษฐกิจ เช่น หอยจ๊อ (70 บาท)  กระเพาะเป็ด (80 บาท) ยำเป็ดพะโล้ทอดกรอบ (140 บาท) เนื้อเป็ดพะโล้ (100 บาท) เป็นต้น
ร้านนี้เป็นตึกแถวอยู่ในตัวตลาดถ้าเดินมาจากหน้าตลาดเข้ามาให้เลี้ยวซ้ายแล้วเดินไปอีกสามสี่คูหาก้อจะเจอ สมัยก่อนเป็นร้านห้องเดียวไม่มีแอร์ไม่มีพัดลม ตอนนี้พัฒนามีสองห้องกับอีกหนึ่งคูหาฝั่งตรงข้าม มีโซนติดแอร์๋ให้เลือกนั่งเพิ่มราคาขึ้นมาจานละ5บาทแต่ก้อเย็นสบายดี 





5.ร้านข้าวหน้าเป็ดจิ๊บกี่  เป็ดย่างร้านนี้อร่อยสุดยอดแต่มีคนเขียนถึงน้อยมากถ้าเทียบกับการพูดถึงร้านอาหารดังย่านนางเลิ้ง ร้านนี้ตั้งอยู่ริมถนนนครสวรรค์ตรงทางม้าลายหน้าตลาดพอดี  ร้านนี้จะขายแค่ช่วงเช้าประมาณเจ็ดโมงถึงเที่ยงก็หมด ถ้าไปหลังเที่ยงก็ไม่ได้ทานแล้วอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงคือไปแล้วร้านปิดเลยไม่ได้ลองทานนั่นเอง น้ำราดเป็ดร้านนี้ไม่เหมือนที่อื่นที่จะออกหวานนำ แต่น้ำเป็ดร้านจิ๊บกี่ม่หวานเลย รสกลมกล่อมแล้วหอมมาก  เหมือนน้ำราดเป็ดย่างโบราณ เนื้อเป็ดนุ่มหนังกรอบอร่อยเป็นที่สุด  ที่เด็ดสุดคือน้ำซุปเป็ดตุ๋น โถละ20 บาท มีปีกเป็ดตุ๋นใส่มาให้ด้วย 1 ชิ้น  รสชาติกลมกล่อมแบบซุปตุ๋นโบราณเหมือนทานซุปเพื่อสุขภาพ นอกจากนี้ก็อมีหมูแดงหมูกรอบ อร่อยไม่แพ้กัน ส่วนมากลูกค้าจะสั่งมาแบบจานรวมคือมีทั้งเป็ดทั้งหมูกรอก หรือไม่ก้อเป็ดอย่าเดียวราคาจานละ110 บาท  จานหนึ่งทานกันได้หนึ่งหรือสองคนพอดีๆราคาไม่แพงเลยเมื่อเทียบกับรสชาติ อร่อยกว่าที่เคยไปกินจานละ200 ที่อื่นอีก สั่งเป็ดย่างมากินกับข้าวเปล่า1จาน ซุป1 ถ้วย ฟินเว่อร์ อร่อยไม่แพ้เป็ดร้านดังๆหรืออาจจะอร่อยกว่า ถูกกว่าด้วย แต่ต้องรีบไปเช้าหน่อยนะหลังเที่ยงถึงบ่ายโมงอาจจะยังพอได้กินอยู่แต่หลังบ่ายโมงแล้วรับรองอดจ้า











6.ร้านก๋วยเตี๋ยวเจ๊นา   อีกหนึ่งตำนานร้านอร่อยที่ไม่ค่อยมีคนเอ่ยถึง  ร้านนี้ขายกันมาหลายสิบปีอย่างน้อยมีเจ็ดสิบปีขึ้น ร้านนี้เป็นตึกแถวโบราณตั้งอยู่ในตัวตลาด ถ้าเดินเข้ามาจากหน้าตลาดแล้วเลี้ยวซ้ายห้องที่สองเจอเลย  อย่แถวเดียวกับร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ด ส.รุ่งโรจน์นั่นแหละ   สมัยผู้เขียนเด็กๆเป็นรุ่นพ่อแกขายชื่ออาจก  เมียแกชื่อเจ๊ไน๊ เมื่อก่อนเรียกร้านแกว่าร้านอาจก ตอนเช้าแกขายโจ๊ก สายๆมีคนมาขายข้าวแช่(ตอนนี้ย้ายร้านไปแล้ว) พอตกเย็นก้อจะจัดเต็มขายทั้งโจ๊ก ข้าวต้ม ก๋วยเตี๋ยว  มีทั้งไก่  ทั้งหมู  ทั้งปลา  ร้านนี้รสชาติอร่อยเข้มข้น  จัดจ้าน ถึงรสต้นตำหรับ เมนูเด็ดเมื่อก่อนของร้านนี้คือข้ามต้มปลา  ข้าวต้มบ๊ะเต็ง ต้มยำหัวปลา ข้าต้มลาแกจะใส่เครื่องปรุงแบบโบราณ มีน้ำจิ้มเต้าเจี้ยวสูตรเด็ดจิ้มดับคาว บางคนก้อสั่งปลาลวกหรือต้มยำปลามากินแกล้มเบีนร์เย็นๆก้อฟินไปอีกแบบ  เมื่อก่อนร้านแกขายถึงตีสองตีสาม รองรับนักพนันและนักท่อราตรี ที่ทั้งเที่ยวทั้งเล่นจนหมดแรงมาแวะกินกันคนละชามสองขามก่อนกลับบ้าน  ปัจจุบันนี้อาจกกับเจ๊ไน๊ไม่ได้ขายแล้วแต่เป็นเจ๊นาหลานสาวที่ช่วยแกขายมาตั้งแต่ยังสาวจนตอนนี้เลื่อนมาเป็นแม่ครัวมือหนึ่งกับเจ๊ศิริพร ลลูกสาวเป็นแม่ครัวมือสอง ร้านนี้จึงเปลียนชื่อจากร้านอาจกมาเป็นร้านเจ๊นา  เมนูเด็ดที่คนติดอกติดใจตอนนี้ก้อเป็นก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่หรือคั่วทะเล ส่วนเ้มนูข้าวต้มก้อยังมีอยู่รสชาติอาจจะสู้สมัยอาจกขายเองไม่ได้แต่ก้อจัดไดก้ว่าอร่อยอยู่ ผ่านมานางเลิ้งยามกลางคืนแวะมาลองสักครั้ง




 



7.ขนมเบื้อง ลุงน้อย  อันว่าร้านขนมเบื้องลุงน้อยนี้คงไม่ต้องเขียนเชียร์อะไรมากมายเพราะตอนนี้แกดังไปถึงไหนๆ เสิชกูเกิ้ลขี้นหน้าหนี่งเต็มไปหมด  แถมประวัตินิดนึง ร้านลุงน้อยนี้เมื่อก่อนแกขายดอกไม้ อย่างเดียวแล้วก้อชอบเลี้ยงหมาพันธ์ใหญ่ๆ หลายตัวพวกเกตเดน อัลเซเชี่ยน แกเอาหมามานั่งเรียกลูกค้าวันละตัวสองตัว  ต่อมาแกก้อเปลี่ยนมาขายขนมเบื้องโบราณอย่างเดียวก่อน แม้จะอร่อยแต่ไม่มีคนรู้จักเลยยังไม่ดังมาก แต่ตอนนี้ยุคฟื้นฟูลุงน้อยแกเลยขายทั้งเบื้องไทยเบื้องญวณดังไม่หยุดฉุดไม่อยู่แล้ว วันก่อนผ่านไปไม่เห็นหมาแกแล้วไม่ทราบว่ายังเลี้ยงอยู่หรือป่าว  ต้องยอมรับว่าขนมแกอร่อยจริงอะไรจริง เสน่ห์อยู่ที่สูตรโบราณถึงเครื่องถึงรส ในขณะที่ขนมเบื้องสมัยใหม่จะใช้น้ำตาลทรายกับครีมขาวๆหวานๆเพิ่มความอ้วน แต่ขนมเบื้องสูตรโบราณของลุงน่้อยแกใช้น้ำตาลมะพร้าวผสมใข่ขาวได้ทั้งความหอมอร่อยของมะพร้าวผสมใข่ขาว เครื่องขนมของแกใส่เยอะมากทั้งฝอยทอง มะพร้าว ลูกเกด ลูกพลับ พุดทราจีน แอบขโมยสูตรมาให้ดู ( สำหรับไส้ขนมเบื้องไทยมี 2 ไส้ให้เลือกกิน คือ ไส้เค็ม โดยจะใส่มะพร้าวที่ปรุงเครื่องไว้แล้วลงไป ซึ่งได้จากการที่นำมะพร้าวทึนทึกมาขูดเป็นเส้น แล้วผัดกับเครื่องพริกไทย รากผักชี ใส่มันกุ้งกับเนื้อกุ้งผสมลงไปด้วยผัดให้เข้ากันมีกลิ่นหอม แล้วก็โรยผักชีเพิ่มความหอม ได้ขนมเบื้องไส้เค็มที่แป้งบางกรอบ เคี้ยวกรุบเข้ากับไส้มะพร้าวเคี้ยวมันปาก ออกรสเข้มข้นถึงเครื่องพริกไทยดีแท้       
       ส่วนอีกไส้คือ ไส้หวาน จะใส่ฝอยทองที่คัดสรรมาอย่างดีจากเมืองเพชรบุรี ใส่ลูกเกดและพุทราจีนด้วย โรยด้วยงาขาวคั่วเองหอมๆ อีกที (ไส้หวานสามารถบอกได้ว่าจะใส่หรือไม่ใส่อะไรบ้าง) ไส้หวานรสชาติถูกปากกับฝอยทองนุ่มหวานลิ้น เคี้ยวเพลินปากกับลูกเกดและพุทธราจีน แป้งขนมเบื้องบางกรอบ )ด้วยสนนราคา6ชิ้น50บาท คุ้มเกินคุ้ม กินเพลินเกินห้ามใจแป๊บเดียวหมดถุง ร้านแกตั้งอยู่ริมถนนหน้าตลาดตรงซอยนครสวรรค์ 4 หาง่ายมากหาไม่เจอให้ถามเค้า มีร้านเดียว  ผ่านมาผ่านไปแวะไปลองไม่ผิดหวังครับ  



8.สาคูร้านป้าอิ้ง  อันว่าสาคูร้านป้าอิ้งแห่งตลาดนางเลิ้งนั้น ตอนนี้แกดังระเบิดระเบ้อติดหน้า1กูเกิ้ล ไปเรียบร้อยแล้วไม่อยากเขียนซ้ำกับเค้าเดี๋ยวจะหาว่าไปลอก แต่อยากเขียนถึงป้าอิ้งในความทรงจำที่ระลึกถึง  ร้านสาคูป้าอิ้งดั้งเดิมนั้นมีอายุมากกว่า50ปีแล้ว  เมื่อก่อนแกขายสาคูไส้หมูกับไส้กุ้ง แล้วก้อข้าวตังหน้าตั้ง แกกวนไส้สาคูเองทุกเย็นกลิ่นหอมหวลยวนใจไปถึงไหนๆ ข้างตังหน้าตั้งสูตรชาววังของแกนั้นมีดีที่น้ำจิ้มไม่รู้ททำยังไง เข้มข้นเผ็ดนิดๆ มีหมูสับผสมอยู่ด้วย   ต่อมาจึงเพิ่มเมนูข้าวเกรียบปากหม้อ แบบนั่งทำกันสดๆ แป้งบางไส้หนา เป็นไส้หมูแบบที่ใช้ในไส้สาคู 


ร้านของแกขายดิบขายดีจนต้องให้หลานๆจากต่างจังหวัดมาช่วยขาย  ที่เป็นกำลังหลักๆมีอยู่สองคนคือพี่อิ๋วคนสวย (อิ๋วเย็นตาโฟ นางเลิ้ง) และพี่หน่อย (คนที่ขายปัจจุบัน)มาช่วยขาย ร้านสาคูของป้าอิ้งอยู่ตรงข้ามกับร้านขายผลไม้ของแม่ฉัน ป้าอิ้งกับแม่ของฉันเป็นเพื่อนกัน  เวลามีงานบุญกฐิน ผ้าป่า งานวัดงานโยมแกจะเข้าแก็งค์ไปด้วยกันเป็นประจำ  ตัวป้าอิ้งเป็นผู้ใหญ่ใจดี ธรรมมะธรรมโม ชอบทำบุญ  ชอบฟังธรรมมะ  แล้วก้อชอบเล่นหวยด้วย  ตอนเล็กๆฉันสนิทกับพี่อิ๋วหลานสาวแกชอบไปนั่งเล่นนั่งคุยและบางทีก้อถึงแก่ไปนอนห้องแก่ที่ตรอกวัดโสมอยู่บ่อยๆ พี่อิ๋วคนสวยเป็นคนขยันทำทุกอย่างแทนป้าอิ้งได้หมด ด้วยความที่แกสวยก้อเลยมีอาเฮียลูกชายร้านของชำข้างบ้านมาขอแต่่งงานไป เลยไปเปิดร้านขายเย็นตาโฟ ใกล้ๆและยังขายอยู่ถึงปัจจุบัน  เมื่อพี่อิ๋วแต่งงานหน้าที่หลักในการช่วยทำขนมและขายของจึงเป็นของพี่หน่อยแทน  พี่หน่อยแกอยู่ช่วยทำขนม ขายของและดูแลป้าอิ้งจนถึงวัยชราทำขนมไม่ไหว ฉันเห็นป้าอิ้งครั้งสุดท้ายเมื่อหลายปีก่อนเห็นแกเดินถือไม้เท้ามานั่งดูพี่หน่อยขายสาคู ปัจจุบันป้าอิ้งเสียชีวิตไปแล้ว ฉันนึกเสียใจที่ไม่ได้มีโอกาสไปงานศพแกแต่ก้อดีใจที่พี่หน่อยได้สืบทอดกิจการร้านสาคูของป้าอิ้งจนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก  ขอให้ดวงวิญญาณของป้าอิ้งสู่สุคติบนสรวงสวรรค์  คิดถึงป้าอิ้งเสมอค่ะ
สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

Facebook :Pornthip Buranarudee
Fanpage:สินค้านำเข้าจากต่างประเทศราคาถูก
website:www.99bahtkhaydee.com

บทความที่ได้รับความนิยม