นางเลิ้ง แหล่งบันเทิงในอดีต

      ตลาดนางเลิ้งในอดีตนั้นมิได้เป็นแค่แหล่งอาหารอร่อยแต่เต็มไปด้วยมีร่องรอยอารยธรรมชุมชนที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านที่เป็นคนจีนแต้จิ๋วอพยพมาตั้งรกรากทำมาค้าขาย  ชาวมอญที่ล่องเรือมาขายอีเลิ้ง(ตุ่ม) จนมีชื่อเสียงถึงขนาดเอามาตั้งเป็นชื่อชุมชน  เรียกชุมชนอีเลิ้ง ต่อมาสมัยจอมพล ป. เป็นยุควัฒนะรรมรุ่งเรืองคงเห็นว่า อีนั้นไม่สุภาพจึงเปลี่ยนจากอีเลิ้ง เป็นนางเลิ้ง เพื่อความดูดีมีระดับ  นอกจากอาหารและ ตุ่ม แล้ว ในอดีตตลาดนางเลิ้งยังเป็นที่ตั้งของสถานบันเทิง อบายมุขแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นบ่อนไพ่  ทั้งบ่อนไทย  (ไพ่  ไฮโล) บ่อนจีน(เล่นไพ่จีนนกกระจอก  ไพ่ จับยี่กี่) สนามมวย  สนามม้า  โต๊ะสนุกเกอร์ ซึ่งสมัยนั้นเรียกว่าโต๊ะบิลเลียด ทุกบ่อนการพนันตีตั๋วถูกกฏหมาย ชาวบ้านสามารถเข้ามาเล่นการพนันได้อย่าเปิดเผย  ที่เป็นผู้ดีมีสตางค์หน่อยก้อไปเล่นม้า  เล่นมวย  แต่งตัวโก้ เพราะสมัยนั้นการแข่งม้าถือเป็นกีฬาของผู้ดีมีเงิน  คนที่เข้าไปในสนามม้าได้ต้องนุ่งกางเกงฝรั่งขายาว ใส่รองเท้าหนัง สุภาพสตรีก้อต้องสวมระโปรงหรือกางเกงขายาว รองเท้าสุภาพ  และจะต้องมีอายุ  20 ปีขึ้นไปจึงจะเข้าสนามม้าได้ สนามม้าจะเปิดแข่งเฉพาะวันอาทิตย์ โดยจะจัดแข่งที่สนามฝรั่ง (สนามราชกรีฑาสโมสรตรงถนนอังรีดูนังค์ หลังมหาวิทยาลัยจุฬาสลับกับสนามไทย (สนามม้านางเลิ้ง)คนละอาทิตย์ หากอาทิตย์ไหนตรงกับวันสำคัญท่างศาสนาหรือวันพระก้อจะเลื่อนการแข่งขันมาเป็นวันเสาร์แทน  วิธีีการแทงม้าของนักพนันที่เข้าไปแทงในสนามม้านั้น  เริ่มจากนักพนันจะต้องไปซื้อหนังสือโปรแกรมม้าที่จะวางขายตามหน้าสนามม้า ในหนังสือจะบอกจำนวนเที่ยวที่แช่งขัน   รายชื่อม้าที่เข้าแช่งขัน ตลอดจนการวิจารณ์ว่าม้าตัวไหนฝีเท้าดี มีประวัติการแข่งมายังไงเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการเล่นของนักพนัน วิธีการเล่นคือนักพนันไปซื้อตั๋วม้าจากช่องจำหน่ายตั๋วของสนาม  โดยเลือกแทงมม้าที่คิดว่าจะชนะ  หากแทงว่าม้าตัวนั้นจะเข้าที่1 เท่านั้นเรียกว่าตั๋ววิน  สนามจะจ่ายในราคาสูง  หากแทงว่าม้าตัวนั้นจะเข้าตั้งแต่ที่1-3 เรียกว่าตั๋วเพลส  สนามจะจ่ายเงินจำนวนต่ำลงมาแต่ผู้แทงตั๋วเพลสจะมีโอกาสถูกมากขี้น   ม้าแข่งรอบแรกจะเริ่มประมาณเที่ยงและแข่งติดต่อกันเรื่อยไปไปจนถึงห้าหกโมงเย็น แล้วแต่จำนวนเที่ยว คนที่ซื้อตั๋วเข้าไปดูม้าแข่งร้อยทั้งร้อยไม่ได้เข้าไปดูแข่งม้าอย่างเดียว หากแต่เข้าไปเล่นพนันแทงม้าส่วนคนที่ไม่ได้เข้าไปในสนามม้าแต่อยากเล่นพนันแทงม้าก้อสามารถทำได้หลายวิธีเช่นฝากคนท่เข้าไปในสนามเล่น หรือเล่นกับโต๊ะเถื่อน  โต๊ะเถื่อนที่ว่านี้คือนักพนันเงินหนาที่ตั้งตัวเป็นเจ้ามือรับแทงม้าแข่งกับทางสนามม้า  ใช้กฎ กติกาในการแทงเหมือนในสนามม้าทุกอย่างแต่ไม่ได้ออกตั๋วม้าให้  โต๊ะเถื่อนนี้จ่ายค่าตอบแทนสูงกว่าในสนามหลายเท่าแต่ก้อมีความเสี่ยงที่โต๊ะเถื่อนจะหนีไม่จ่ายหากมีคนแทงถูกกันมากและโต๊ะเถื่อนเกิดหมดตูดขึ้นมา   ถึงกระนั้นนักพนันก้อยังนิยมไปแทงม้ากับโต๊ะเถื่อนันมากเพราะเงินรางวัลล่อใจมากกว่า  ส่วนสนามมวยในตำนานที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กันคือสนามมวยราชดำเนิน  สนามมวยจะจัดการแข่งขันชกกันตอนเย็นๆทุกวันจันทร์  พุธ  พฤหัส และอาทิตย์ ไม่มีให้แทงตั๋วพนันมวยเหมือนสนามม้ามีแต่ซื้อตั๋วเข้าไปดูการแข่งขันชกมวย  บรรดานักพนันจะไปตกลงราคาต่อรองการพนันกันเองในสนาม  ส่วนนักเลงพนันที่ไม่อยากเสียเงินเข้าไปในสนามมวยแต่อยากเล่นพนันมวยก้อสามารถทำได้   การเล่นพนันมวยนั้นเรียกกันว่าโยนมวย สถานที่โยนก้อจะไปโยนข้างๆสนามมวย  หรือไม่ก้อไปโยนที่ร้านกาแฟข้างๆโต๊ะบิลเลียด(โต๊ะสนุกเกอร์) แบบว่าพนันบิลเลียดเสร็จก้อสามารถเดินออกมาพนันมวยต่อได้เลยไม่ต้องไปไหนไกล  หลักการเล่นพนันมวยหรือโยนมวยนั้น  เริ่มที่นักพนันจะตะโกนบอกจำนวนเงินเดิมพันหากมีคนพอใจก้่อจะตะโกนตอบรับเรียกว่า ติดกัน จากนั้นทั้งคู่ก้อจะโยนเหรียญบาทเสี่ยงทายหัวก้อย  หากใครทายถูกก้อจะสามารถเลือกฝ่ายได้ว่าต้องการถือหางฝ่ายแดงหรือฝ่ายน้ำเงิน เมื่อตกลงได้ข้างกันเรียบร้อยนักพนันจะนำเงินเดิมพันที่ตกลงกันไว้ไปให้คนกลางเป็นผู้่เก็บเพื่อความมั่นใจว่าผู้ชนะจะได้รับเงินเดิมพันแน่ๆ หลังจากที่มวยชกเสร็จผู้ชนะไปรับเงินรางวัลจากคนกลางอาจจะมีทิปเงินให้คนกลางเล็กน้อยพอเป็นสินน้ำใจ  ปัจจุบันนี้นักพนันชาวนางเลิ้งยังนิยมพนันมวยและยังไปโยนมวยอยู่ที่ร้านกาแฟที่ดิมแม้โรงบิลลเลียดจะเลิกกิจการไปแล้วก้อตาม  บริเวณข้างๆสนามมวยเต็มไปด้วยร้านขายไก่ย่างแม้จะขายไก่ย่างเหมือนๆกันทุกร้านแต่ก้อขายดีไม่แพ้กัน ไม่ว่านักพนันจะเล่นแพ้หรือชนะทุกคนต้องกินเท่าที่ฉันจำได้แม่นสมัยนั้นคือร้านจันทร์แจ่มศรี  (เลิกกิจการไปแล้ว) ร้านลิขิตไก่ย่าง ร้าน ส.โภชนาไก่ย่าง (ยังขายถึงปัจจุบัน) นอกจากร้านไก่ย่างแล้วยังมีภัตตาคารหรูๆอีกหลายแห่งในย่านนางเลิ้ง หากวันไหนนักพนันโชคดีแทงพนันได้จะไปเลี้ยงฉลองตามร้านอาหารหรูๆ ปิดท้ายด้วยโรงแรมม่านรูด สมัยนั้นมีดรงแรมเพนียงทอง กรุงทอง สบายตัวกันไป  แม้สนามม้ากับสนามมวยจะไม่ได้เปิดบริการทุกวันแต่นักพนันมืออาชีพสามารถเล่นการพนันได้ทุกวันจากการพนันรูปแบบอื่นๆ  จากบ่อนไพ่และโรงบิลเลียดซึ่งเปิดทุกวันตามที่กล่าวไปแล้ว  นอกจากม้า มวย ไพ่ ไฮโล แล้วการพนันอีกชนิดหนึ่งที่จะขาดเสียมิได้และยังคงได้รับความนิยมอยู่ทุกชุมชนจนถึงปัจจุบันทั้งที่นางเลิ้งหรือที่ชุมชนอื่น  ก้อคือ หวย นั่นเอง  แม้รัฐบาลจะทำสลากกินแบ่งออกมาขายให้ประชาชนเสียงโชคโดยถูกกฎหมายแล้วแต่นัยว่ายังไม่หนำใจนักพนัน  หวยหรือหวยเถือนจึงเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย  หวยเถื่อนที่ว่านี้จะออกทุกวันที่ 1กับ 16ของเดือน ล้อไปกับสลากกินแบ่งรัฐบาล หากแต่นักพนันสามารถเลือกเลขเด็ดแทงได้ตามใจชอบ  จะซื้อ สองตัว  สามตัว  ข้างบน ข้างล่าง กลับหน้ากลับหลัง กลับตาลปัตร  ซื้อราคาเท่าไหร่ก้อได้ หากแทงถูกสามตัวบนเจ้ามือผู้รับหวยจะจ่ายอยู่ที่ประมาณบาทละ 500เท่า ของจำนวนเงินที่แทง  หากถูกสองตัวจะจ่ายอยู่ที่ประมาณ  60-65เท่า  หวยเถื่อนนั้นแสนจะมีเสน่ห์ชาวบ้านแทบจะทุกครัวเรีอนในชุมชนนางเลิ้ง นิยมเล่นหวยเถื่อน ทั้งเลิ่นสนุกๆครั้งละร้อยสองร่้อยจนถีงเล่นกันจริงจังงวดละเป็นหมื่นบาท เลยก้อมี เจ้ามือผู้รับแทงหวยเถื่อนต้องเป็นผู้มีอิทธิพลเงินทุนหนา ฐานะดี เป็นผู้ได้รับการยอมรับนับถือในชุมชน  นอกจากการพนันดังกล่าวแล้ว ตามร้านขายของชำในชุมชนก้อจะนิยมเอาสลากมาขายให้เด็กๆจับ สลากที่วานี้มีหลายรูปแบบทั้งแบบที่ซื้อแล้วแกะหารางวัล สมัยนั้นขายในราวใบละ 25สตางค์ หากแกะกระดาษออกมาได้รางวัลก้อจะได้เงินอยู่ที่1บาท ถึง สามบาท  และก้อมีทั้งแบบที่ได้รางวัลเป็นสิ่งของเช่นเหล่้า บุหรีี่ เเตรื่องดื่มชูกำลัง   นอกจากนี้ยังมีสลากแบบแทง 12 นักษัตร (ชวดถึงกุน) สลากแบบนี้ได้รับความนิยมมากสามารถเล่นกันได้หลายคนและจะเล่นด้วยเงินเท่าไหร่ก้อได้ โดยเจ้าของร้านสลากเป็นเจ้ามือ ใช้สลากครั้งละ 1 ใบ  วิธีการเล่น เช่นผู้แทงคนแรกแทงชวด จำนวน 10 บาท โดยนำเงินจำนวน10 บาทมาวางในช่องชวด(หนู) คนที่สอง ย้ายไปฉลูโโยย้ายจำนวนเงิน10บาทจากช่องชวดไปช่องฉลู(วัว)  คนที่สามย้ายไปขาล เมื่อเปิดสลากออกมาเป็นชวด ตัวเดียวคนขายจะกินเงินนั้นไปแต่ผู้ที่ย้ายช่องจากขวดไปฉลูจะต้องเป็นผู้จ่ายเงินให้กับคนที่วางเงินแทงชวด แบบนี้เป็นต้น  การเล่นพนีันสลากนี้ส่วมากจะได้รับความนิยมในหมู่เด็กๆตั้งแต่ประถมไปจนถึงมัธยม ถ้าจะกล่าวว่าชาวชุมชนนางเลิ้งมีสายเลือดนักพนันอยู่ในตัวก้อคงไม่ผิดนัก


นอกจากแหล่งการพนันที่เปิดกันอย่างโจ๋งครึ่มแล้ว โรงยาฝิ่นและสำนักซ่องโดมเขียวก้อเป็นอีกหนึงในสถานบันเทิงของตลาดนางเลิ้งที่เรียกสิงห์ขี้ยา กับนักเที่ยวราตรี เสือผู้หญิง ให้เดินทางมาหาความสำราญกัน  ในช่วงสมัยรัชกาลที่4 จนถึงสมัยจอมพลสฤษฏ์นั้น  ฝิ่นเป็นของถูกกฏหมาย  ประขาชนสามารถมาสูบฝิ่นได้โรงยาฝิ่น ที่มาของการสูบฝิ่นโดยถูกกฎหมายในช่วงเวลานี้มาจาก  อักฤษเอาฝิ่นจากอินเดียมาบังคับขายในจีน ทำให้ชาวจีนติดฝิ่นกันงอมแงม เมื่อขาวจีนอพยพมาอยู่เมืองไทยก้อยังนิยมสูบฝิ่นกันอยู่ ปราบเท่าไหร่ก้อไม่หมด จนถึงสมัยรัชกาลที่4 ไทยจำเป็นต้องยอมเซ็นต์สนธิสัญญาเบาริ่งกับอังกฤษ ซึ่งในสนธิสัญญานั้นระบุว่ารัฐบาลไทยต้องรับซื้อฝิ่นจากอังกฤษแต่เพีัยงผู้่็เดียว โดยรัฐบาลเป็นผู้ตั้งโรงฝิ่นขี้นและเปิดให้เอกชนเข้ามาดำเนินการเก็บภาษีฝิ่นจากคนที่เข้ามาสูบฝิ่นซึ่งส่วนมากเป็นชาวจีนที่อพยพเข้ามาอยู่ในเมืองไทยนั่นเอง ส่วนซ่องโคมเขียวที่ตรอกสะพานยาวอันลือชื่อนั้น เนื่องจากสมัยก่อนการค้าประเวณีไม่ใช่เรื่องที่ผิดกฏหมาย  แต่มีพระราชบัญญัติไว้ว่าให้บ้านที่เปิดเป็นสำนักโสเภณีแขวนโคมไว้เป็นสัญญลักษณ์  สมัยนั้นนิยมเป็นโคมสีเขียวและโคมแดง  ในเวลาใกล้ค่ำบรรดาสาวให้บริการจะจุดจุดธูปหนึ่งกำมือไว้ใต้โคมสีเขียวเพื่อเป็นเครื่องลางเรียกแขกให้มาใช้บริการเยอะๆ
โรงหนังนางเลิ้้ง  
      โรงหนังนางเลิ้งหรือที่เรียกกันอย่างเป็นทางการว่า โรงภาพยนตร์เฉลิมธานีนั้น  ในความทรงจำของฉันช่วงประมาณปี  พ.ศ. 2518 เป็นโรหนัง2 ขั้น ครึ่งตึกครึ่งไม้ ภายในโรงเป็นเก้าอี้ที่นั่งและมีหมายเลขประจำที่แบบในโรงหนังทั่วไป  เป็นพัดลมขนาดใหญ่   เป็นโรงหนังชั้นสองที่ฉายหนังหลุดโปรแกรมจากโีรงภาพยนตร์ใหญ่ๆอย่างเฉลิมกรุง  เฉลิมไทย  โดยจะฉายภาพยนตร์หลุดโปรแกรมสองเรื่องควบ  ฉายกันวันละสองรอบ คือรอบเที่ยงและรอบเย็น   รอบเที่ยงไปจบที่ประมาณสี่โมงเย็นแล้วพักมาเริ่มรอบเย็นอีกครั้งประมาณหนึ่งทุ่ม ไปถึงราวเที่ยงคืน  ไม่มีการวนหนังเหมือนโรงหนังชั้นสองทั่วไป  อัตราค่าตั่วแบ่งเป็นสองขั้นคือชั้นบน กับชั้นล่าง ฉันจำราคาไม่ได้แล้วว่าเท่าไหร่รู้แต่ว่าขั้นบนจะแพงกว่าชั้นล่างประมาณสามบาทได้  ภาพยนตรที่จับมาควบกันนั้นจะฉายอยู่ประมาณ  1 สัปดาห์  แล้วก้อเปลี่ยนเรื่องใหม่ แต่ภาพยนตร์เรื่องไหนที่ได้รับความนิยมอาจจะวนกลับมาฉายอีกแต่เปลี่ยนเรื่องที่ฉายควบไป บริเวณหน้าโรงภาพยนตร์จะมีภาพโฆษณาภาพยนต์ที่กำลังฉายอยู่  และภาพโฆษณาภาพยนตร์ที่กำลังจะเข้ามาฉายในสัปดาห์ถัดไป พอล่อใจให้ลูกค้าเตรียมตัวและเตรียมสตางค์มาดู  นอกจา่กการโฆษณาโปรแกรมที่หน้าโรงภาพยนต์แล้ว  ยังมีการทำโปสเตอร์แบบใช้ฝีมือคนวาด  (สวยและเหมือนจริง) ไปติดในตลาดนางเลิ้งด้วย วิธีการติดโปสเตอร์ของเขาไม่เหมือนใคร อย่างน้อยฉันก้อไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน  กล่าวคือ  เข้าจะเอาภาพโปสเตอร์หนังทีเข้าฉายในปัจจุบัน ไปแปะบนแผ่นแม้ขนาดใหญ่ โดยแปะทั้งสองด้านให้เห็นทั้งด้านหน้าด้านหลังเสร็จแล้วก้อใข้รอกชักแผ่นไม้ขี้นไปสูงๆสูงจากพื้นดินประมาณสองเมตรได้ เพื่อให้คนเดินผ่านไปผ่านมาในตลาดเห็นในระดับสายตา  และบริเวณที่ติดโปสเตอร์หนังนั้นก้ออยู่แถวๆร้านสาคูไส้หมูของป้าอิ้งนั่นแหละ   ฉันชอบดูหนังที่โรงหนังนางเลิ้งมากเพราะราคาถูกและคุ้มได้ดูทีละสองเรื่องควบ  ทุกวันเสาร์ฉันต้องไปดูหนังรอบบ่ายเสมอ ช่วงนั้นหนังไทยเป็นยุคทองของหนังบู๊ ยิงกันสบั้นหั่นแหลก พระเอกคนเดียวสู้กับผู้ร้ายยี่สิบคน สุดท้ายผู้ร้ายตายเรียบแล้วพระเอกก้อได้นางเอกไปครอง  แม้เนื้อเรื่องจะวนเวียนซ้ำซากเหมือนกันหมดแต่ทุกเรื่องก้อได้รับความนิยม ขายดิบขายยดี  เพราะมีพระเอกนางเอกชูโรงอย่างสมบัติ  อรัญญา  สรพงค์ เนาวรัตน์  จารุณี  ถัดมาหน่อยเป็นยุคทองหนังชีวิต ดรามา มีคู่พระคู่นางอย่าง สันตติสุข จินตรา  แค่นี้ก้อกินขาดกวาดรายได้ถล่มทลาย  อย่างฉันเองพอดูหนังเสร็จกลับมาตอนบ่ายก้อจะไปเล่นยิงปืนกับเพื่อนๆเลียนแบบในหนังทุกครั้งไป
ช่องขายตั๋วมีสองช่องสำหรับซื้อตั๋วชั้นบนกับชั้นล่างแต่คนขายมีคนเดียว

ด้านหน้าเป็นไม้ ด้านในเป็นอิฐ

ใบปิดหนังวาดด้วยฝีมือล้วนๆ


ศาลเจ้าเสด็จเตี่ย  
งานประเพณีประจำปีของชุมชนชาวนางเลิ้งก้อคืองานฉลองศาลเจ้าพ่อเสด็จเตี่ย จัดขึ้นทุกปีในช่วงกลางเดือนธันวาคมซึ่งเป็นช่วงวันเกิดของเสด็จเตี่ยหรือเสด็จพ่อกรมหลวงชุมพรฯ  งานนี้ถือเป็นการผสมผสานทางวัฒนธรรมระหว่างชาวจีนกับชาวไทยเชื้อสายจีนอย่างแท้จริง งานฉลองนี้จัดขึ้น 5วัน 5คืน จัดกันกลางตลาดโดยปลูกโรงไม้เป็นเวทีชั่วคราวสำหรับจัดการแสดงโดยตั้งเวทีตรงข้ามกับหน้าศาลเจ้าและหันหน้าหน้าเข้าหาศาลเจ้าเพื่อให้เสด็จเตี่ยได้รับชมการแสดงถนัดๆ    งานวันแรกจะเริ่มโดยการทำบุญเลี้ยงพระ 9รูป  จากนั้นก้อเริ่มมโหรสพด้วยละครชาตรี  ละครชาตรี “คณะกัญญา ลูกแม่แพน” จบที่บ่ายแก่ๆ   เช้าวันรุ่งขี้นจะเป็นการไหว้เจ้า(เสด็จเตี่ย) ชาวจีนนางเลิ้งทุกครัวเรีอนจะนำอาหารจีนเช่นผัดหมี่ซั่ว  กุ๋ยช่ายจีน(เป็นลูกใหญ่่สีแดง) เป็ด ไก่ หมู ใข่ต้ม (ต้องย้อมสีแดง)   ขนมจันอับ(ถั่วตัด งาตัด ลูกกวาด ฟักเชื่อม )   ขนมสาลี่สีชมพูลูกใหญ่ ผลไม้ของจีนพวกแอปเปิ้ล  สาลี่ ส้ม ลูกพลับฯลฯ  มาไหว้เสด็จเตี่ยที่บริเวณศาลเจ้าจัดงาน  เมื่อเสร็จแล้วก้อจะนำกลับไปรับประทาน เพื่อความเป็นสิริมงคล   ระยะเวลาการไหว้นี้จะมีด้วยกันสามวัน สามารถมาไหว้วันไหนก้อได้ตามสะดวก พอไหว้เสร็จทางสมาคมผู้จัดงานก้อจะนำของไหว้ออกมาประมูล พอประมูลเสร็จตอนบ่ายก้อมีการแสดงงิ้ว งิ้วที่ว่านี้เป็นงิ้วพูดภาษาจีนกลาง แสดงวันละสองรอบคือรอบเช้ากับรอบเย็น แสดงเป็นเวลาสามวันเช่นกัน   พอแสดงงิ้วจบ คืนที่สี่จะเป็นการแสดงลิเกเอาใจคนไทย โดยลิเกที่มาเปิดการแสดงจะเป็นลิเกที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้นเปลี่ยนเจ้ากันมาตามควมนิยม เท่าที่ฉันจำได้ก้อมีคณะนฤพล ศิษย์หอมหวล สมัยนั้นดังมาก มาทีไรบรรดาสาวแก่แม่ม่ายพากันมานั่งดูกันหน้าสลอน พร้อมกับเตรียมพวงมาลัยติดแบงค์ร้อย แบงค์สิบ แบ็งค์ยี่สิบมาคล้องให้พระเอก นางเอกลิเก  น่าสงสารพระเอกนางเอกงิ้ว อุตส่าห์มาแสดงตั้งสามวันไม่ยักกับได้พวงมาลัยห้อยแบ็งค์กับเขาบ้าง    ร้านผลไม้ของแม่ฉันตั้งอยู่บริเวณตรงข้ามศาลเจ้าพอดี  จึงเป็นสถานที่ใช้สร้างเวทีโรงงิ้ว  ทุกปีหลังจากเสร็จการแสดงละครชาตรีจะมีช่างมาต่อโรงงิ้วชั่วคราวตรงแผงขายผลไม้ของแม่โดยทำเป็นยกพื้นไม้สูงเหนือแผงขายผลไม้ ขี้นไป แม่จะไม่สามารถปิดแผงขายผลไม้ได้เลยต้องนอนเฝ้าร้านตลอดห้าคืนที่มีการจัดงาน ถึงจะสงสารแม่ที่ต้องอดหลับอดนอนมานอนเฝ้าแผงผลไม้ แต่ร้านเราจะขายของดีนอกจากผลไม้ในร้านแล้ว   แม่จะไปรับขนมจันอับจากโรงงานใส่ถุงขายด้วย เวลามีงิ้วตลาดจะคึกคักมาก ทั้งชาวนางเลิ้งและชุมชนใกล้เคียงจะมาเที่ยวงาน มาไหว้เจ้าบ้าง มาดูงิ้วดูลิเกบ้าง ร้านขนมหาบเร่จะเข้ามาขายบริเวณโรงงิ้วกันอย่างเสรี ที่ฉันชอบมกคือร้านน้ำตาลปั้น ขนมน้ำตาลปั้น..ทำมาจากน้ำตาลทรายเคี่ยวผสมแบะแซ..ใส่สีผสมอาหาร สมัยนั้นนิยมสีเขียว สีแดงเป็นหลัก คนขายจะเอาน้ำตาลเหนียวๆจากกะทะมาปั้นขึ้นรูปด้วยมือเป็นตัวสัตว์..ผลไม้…ตัวการ์ตูนต่างๆมากมาย…บ้างก็ใช้กดจากแม่พิมพ์รูปต่างๆมีทั้งแบบเป่าลมและไม่เป่าลม  สมัยนั้นนิยมเป็นรูปลิง รูปหอยและก้อลูกโป่ง





 นอกจากน้ำตาลปั้นแล้ว ยังมีร้านหาบเร่ฉายหนังแผ่นโบราณ อันนี้ฉันชอบมาก เค้าจะมีแผงแบบstand alone ติดตั้งเครื่องฉายสไลด์อันเล็กๆ ประมาณสี่ห้าอัน  รอบๆแผงจะมีภาพโฆษณาบอกว่ามีหนังเรื่องอะไรบ้าง  เมื่อลูกค้ามาเลือกหนังที่อยากดู คนขายจะเอาแผ่นสไลด์หนังกลมๆใส่ลงไปในเครื่องแล้วให้ลูกค้ากดดู จำได้ว่าตอนนั้นดูเรื่องละ 1 สลึง ฉันชอบดูหนังสไลด์แบบนี้มาก  ตอนเด็กๆพ่อเคยซื้อเครื่องแบบนี้ให้ฉันเครื่งหนีง มีหนังแถมมากับเครื่องสี่ห้าเรื่องแต่ฉันก้อยังชอบดูหนังจากร้านฉายแบบนี้เพราะมีหนังให้เลือกมากกว่า



นอกจากนี้ยังมีขนมสายไหมโบราณ  ไม่ได้ขายกันเป็นถุงรวมทั้งแป้งทั้งไส้35บาทเหมือนสมัยนี้ แต่ขายเป็นอันโดยแม่ค้าเอาแป้งมาห่อไส้เป็นอันๆ  เวลาซื้อลูกค้าจะเอาเหรียญบาทหยอดลงไปในเครื่องเข็มจะวิ่งไปสิ้นสุดที่ตัวเลขอะไรจะเป็นจำนวนของขนมสายไหมทีจะได้  3อัน4อันหรือ 1อันแล้วแต่ดวง




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม